เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ลุยจัดตั้ง ‘Green Gain Hub’ จับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตพลังงาน และผู้รับซื้อชีวมวล เพื่อสร้างทางเลือก ในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดมูลค่า โดยนำมาเป็นวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรม และพลังงานชีวมวล สร้างรายได้ ช่วยลดการเผา และแก้ปัญหามลพิษหมอกควันและฝุ่น PM 2.5
วันนี้ ( 21 เม.ย.69) ที่ห้องประชุมโรงแรม เดอศิตา ปริ้นเซส บุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายคำเคลื่อน พณะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม และลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดตั้ง ‘Green Gain Hub’ ระดับจังหวัด เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อวัสดุชีวมวล และผู้ผลิตพลังงานสร้างการรับรู้เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปี 2569 โดยโรงงาน ผู้รับเหมา และเกษตรกร ในการรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร นำมาเป็นวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานชีวมวล เพื่อที่เกษตรกรจะได้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงการพัฒนาให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดมูลค่าที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนําวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาเป็นวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานชีวมวล ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดมลพิษหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย
น.ส.นิกร สมมุ่ง เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการเผาเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร และลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 จึงได้จัดตั้ง ‘Green Gain Hub’ขึ้นโดยเชิญตัวแทนภาคเกษตรกร ผู้ประกอบการ และโรงงานที่ผลิตชีวมวลในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อร่วมเสนอแนวทางการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตรที่เกิดขึ้น หลังจากการเก็บเกี่ยวมาใช้ประโยชน์ เพื่อที่เกษตรกรจะได้ลดต้นทุนในการผลิต และเป็นการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงการพัฒนาให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดมูลค่าที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนําวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานชีวมวล
ในปีนี้ จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่การเกษตร 4.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 72.11 ของพื้นที่ทั้งหมด พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี จำนวน 2,933,725 ไร่ มันสำปะหลัง จำนวน 319,711 ไร่ และอ้อยโรงงานจำนวน 306,802 ไร่ จากกิจกรรมการเกษตรทำให้เกิดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประมาณ 1,955,720 ตัน ซึ่งได้ดำเนินการจัดการไปแล้วกว่า 5.2 แสนตัน ในส่วนที่เหลือจึงได้หาแนวทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการเผา และส่งเสริมให้เกิดการใช้เศษวัสดุเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานด้านพลังงานชีวมวล และเกษตรกรที่รับซื้อฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์ มาเชื่อมโยงกันในการซื้อเศษวัสดุเหล่านี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกร ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และนำเสนอทางเลือกการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยการเปลี่ยนเศษวัสดุเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการไถกลบ การทำปุ๋ยหมัก การอัดฟางข้าวเพื่อจำหน่ายและเป็นอาหารสัตว์ การแปรรูปวัสดุเพาะปลูกเพาะเห็ด การนำไปใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งยังจะเป็นการแสร้างรายได้ สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผา เพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งจากการรณรงค์ส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ปี 2568/69 ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 67/68

