ทำไม? เป้าหมายตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement 2015) ถึงต้องจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เทียบจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามควบคุมไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส!!!
.
เพราะการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพียงแค่ตัวเลข 1.5 นี้ แต่มันสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลถึง 48 cm การขาดแคลนน้ำในประเทศกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน ออสเตรเลีย บราซิล และเอเชีย ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต เช่น แนวปะการังถึง 9 ใน 10 ที่เสี่ยงต่อการฟอกขาวอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจุบันน่านน้ำในประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับวิกฤตปะการังฟอกขาวอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นหากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงไปถึง 2 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเป็นทวีคูณ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส คงยังเป็นผลกระทบและความเสียหายที่ทั่วโลกอาจจะยังพอรับมือได้ แต่วิกฤตหนึ่งที่ทั่วโลกต้องเผชิญ รวมทั้งประเทศไทย เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มถึง 1.5 องศาเซลเซียส นั่นคือ คลื่นความร้อน (Heat Wave) ....
.
โดยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะทำให้ประเทศไทยเกิดคลื่นความร้อน (Heat Wave) ประมาณ 20 - 30 วัน (ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และตอนบน) และ 30 - 40 วัน (ในภาคกลาง รวมกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) และในกรณีที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส จำนวนวันในรอบปีที่เกิดคลื่นความร้อนจะเพิ่มเป็น 50 - 60 วัน และ 60 - 80 วัน ตามลำดับ นอกจากนี้หากความร่วมมือระหว่างประเทศไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส (จำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส เทียบจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นถึง 4.5 องศาเซลเซียส จำนวนวันในรอบปีที่เกิดคลื่นความร้อนก็จะเพิ่มเป็น 180 - 220 วัน และ 220 - 240 วัน ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้เราต้องเผชิญวิกฤตจากคลื่นความร้อนยาวนานกว่าครึ่งปี
.
สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2567 นี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เผชิญกับปัญหาคลื่นความร้อนอย่างชัดเจน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นปีที่ร้อนสุดๆ ซึ่งพื้นที่ที่ครองแชมป์อุณหภูมิสูงสุดในประเทศไทยของช่วงฤดูร้อนปีนี้ ได้แก่ จ.ลำปาง (อ.เถิน) โดยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44.2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่ร้อนจนทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของตัวเองเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 44 องศาเซลเซียส ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ (อ.เมือง) (44.1 องศาเซลเซียส) และ จ.กาญจนบุรี (อ.เมือง) (44 องศาเซลเซียส)
.
อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ในอีก 60 ปีข้างหน้านี้ จังหวัดที่จะมีอุณหภูมิสูงสุดในอนาคต คือ จังหวัดสุโขทัย โดยมีการคาดการณ์ว่าจะร้อนสุดขั้วทั้งจังหวัดถึง 49.01 องศาเซลเซียส และจังหวัดที่จะมีอุณหภูมิสูงสุดในอนาคตรองลงมาตามลำดับในภาคกลาง คือ จังหวัดพิจิตร (48.74 องศาเซลเซียส) จังหวัดชัยนาท (48.48 องศาเซลเซียส) จังหวัดนครสวรรค์ (48.08 องศาเซลเซียส) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดมหาสารคาม (47.85 องศาเซลเซียส) จังหวัดขอนแก่น (47.58 องศาเซลเซียส) จังหวัดร้อยเอ็ด (47.56 องศาเซลเซียส) จังหวัดนครราชสีมา (46.19 องศาเซลเซียส) ในภาคเหนือ : จังหวัดลำปาง (47.19 องศาเซลเซียส) จังหวัดลำพูน (47.13 องศาเซลเซียส) ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะมีอุณหภูมิสูงสุดในอนาคตประมาณ 44.90 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตย) มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 40.40 องศาเซลเซียส
.
ผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ จะส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในอนาคต และจะตามมาด้วยภัยคุกคามต่าง ๆ ที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งประชาชนทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบมากน้อย ในช่วงเวลาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตั้งรับ ปรับตัว และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
.
ถึงแม้ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะอยู่ที่ 1.1 - 1.2 องศาเซลเซียส แต่คงอีกไม่นานที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะแตะถึง 1.5 องศาเซลเซียส ถ้าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้
.
ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา, 2567
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์, 2567
ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา, 2567
.
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
#DCCE
#กรมการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศเเละสิ่งเเวดล้อม