“นกกระเรียน” กับการเพาะนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติครั้งแรกที่จังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียน (Grus antigone) พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีลักษณะคล้ายคลึงกับนกกระสา แต่จะแตกต่างที่ขนาดและท่าบิน โดยนกกะเรียนจะมีขนาดใหญ่กว่ามากและเวลาบินคอจะยืดตรงไปข้างหน้า แต่นกกระสาเวลาบินคอจะงอเข้าหาอก
การดำรงชีวิตของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจะอยู่เป็นคู่ บางครั้งพบอยู่รวมกันเป็นฝูง หากินตอนกลางวันอยู่ตามชายน้ำ หนอง บึง ทะเลสาบ ทุ่งนา ทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง หรือทุ่งหญ้าโล่งๆ สามารถพบเห็นได้ประปรายอยู่ตามทุ่งนาแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย เหตุที่นกกระเรียนหากินในที่โล่ง ไม่ขึ้นเกาะต้นไม้อย่างนกอื่นๆ เพราะไม่มีนิ้วเท้าหลังเพื่อใช้ประโยชน์ในการเกาะกิ่งไม้ จึงทำให้เป็นนกที่ไม่สามารถเกาะบนต้นไม้ได้ อาหารที่กินมีทั้งพืชและสัตว์ เช่น ธัญพืช เมล็ดหญ้า ราก และต้นอ่อนของพืช หนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด สัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กๆ เช่น งูน้ำ เป็นต้น
ซึ่งการถูกล่าและสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยหากินและสร้างรังไข่ของนกกระเรียนถูกทำลาย เปลี่ยนสภาพไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และแหล่งชุมชน ทำให้ประชากรของนกกระเรียนพันธุ์ไทยเมื่อราว ๆ 50 ปีที่แล้วนั้น ได้ถูกระบุว่าเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติของไทย
แต่ด้วยความร่วมมือระหว่าง องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เพาะพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยในกรงเลี้ยง พร้อมทำการศึกษาแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และได้ดำเนินการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติครั้งแรกที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี พ.ศ. 2554 บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ (เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้้ำห้วยจรเข้มาก) และอ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ (เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน) ซึ่งทั้งสองพื้นที่ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของนกหลายชนิด
ที่มา : สัตว์ป่าสงวนในประเทศไทย , FB : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand
#สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า #สัตว์ป่าสงวน #นกกระเรียน #วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ #กรมอุทยานแห่งชาติ
